เกริ่น

ปี คศ 2001 หรือ พศ 2544 เป็นปีที่เดี๊ยนเข้าใกล้เบญจเพส เกิดอาการร้อนรุ่มทุรนทุราย อดรนทนไม่ไหวกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่

ทำงานมาก็ใกล้จะสามปีแร้ว ก็มาถึงจุดสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในขณะนั้น จะก้าวไปไกลมากกว่านี้ก็ยากส์ ต้องใช้ความพยายามสูง แถมพอมานั่งคิดสะระตะ เดี๊ยนก็มิได้อยากจะเอาดีในทางนี้ซักกะหน่อย ก็เลยมิได้อยากพยายาม อยากจะออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ปัดฝุ่นความฝันที่เก็บขึ้นหิ้งมานานมากกว่า

เดี๊ยนอยากไปเรียนต่อต่างประเทศอ่า

ฟังเหมือนเรื่องปกติ ลูกเศรษฐีที่ไหนเขาก็ไปกัน เผอิญ มิใช่ลูกเศรษฐี แอบเกริ่นกับป๊ะป๋าไว้แร้ว ป๊ะป๋าบอกว่าตื่นเถอะลูก ก็เลยหยุดฝัน เก็บมันขึ้นหิ้ง อยู่กับความจริงเรื่อยมา

จนมาวันนึง ก็ได้ข่าวว่า ที่ประเทศฝรั่งเศส ค่าเรียนถูก เอ็งต้องมีปัญญาเก็บเงินไปเรียนได้เองแน่ โอ้วว์ ฟังแล้วถูกใจใช่เรย รีบ (ให้น้องชายจูง) ไปสมัครเรียนภาษาฝรั่งเศสทันที

อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา ก็เผอิญได้ข่าวใหม่ ที่เยอรมนีเรียนฟรี!!!! อาไร้ อย่ามาโกหก too good to be true!! รัฐบาลประเทศไหนจะใจกว้างขนาดนี้ ให้คนประเทศเขาเรียนฟรี แต่เก็บเงินคนต่างชาติก็ยังพอเชื่อได้

แต่สืบไปสืบมา ก็พบว่าฟรีจริงๆ ฟรีสำหรับนักเรียนต่างชาติด้วย แร้วอย่างนี้จะพลาดได้อย่างไร รีบ (ให้เพื่อนจูง) ไปสมัครเรียนภาษาเยอรมันทันที

เรียนฝรั่งเศสเช้า เยอรมันบ่าย

แรกๆ ก็สบายบรื๋อ แต่พอบทเรียนเริ่มยากขึ้น เดี๊ยนก็เริ่มมั่ว

ฝึกบทสนทนากับน้องชาย

"Pourquoi vas-tu à Phuket?" เธอไปภูเก็ตทำไม

"Je arbeite!!" ฉัน(ไป)ทำงาน

Je (1ère personne du singulier) pronom  :Français

arbeiten Verb, intransitiv   :Deutsch

น้องชายงงเป็นไก่ตาแตก

"หยาบคายจริงๆ" มันบ่น

เอ๊ะ บอกจะเล่าเรื่องพบรัก แล้วมาเล่าเรื่องอะไรอยู่เนี่ย เกี่ยวค่ะเกี่ยว ด้วยเล็งเห็นว่า การเรียนภาษาถ้าไม่ได้ฝึก ก็จะไม่มีวันก้าวหน้า เป็นไง เริ่มเข้าเค้าแล้วใช่ไหม

ตอนนั้นเล่น ICQ อยู่ (เก่ามะ) มันมี feature ให้สืบค้นได้อย่าง advanced สุดๆ เดี๊ยนก็เลยจัดการค้นหาคนที่พูดได้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ได้มากำมือนึงก็ทักไป ค้นหาคนที่พูดได้ทั้งอังกฤษและเยอรมัน ได้มาอีกกำมือนึงก็ทักไป ก็ฝึกทำอย่างนี้ไปเรื่อย บางคนก็ friendly ยอมมาฝึกกับเรา บางคนไม่ friendly ก็ไม่สนใจก็ไม่ว่าไร

4.11.2001 แชทครั้งแรก

แล้ววันแห่งชะตาฟ้าลิขิตก็มาถึง ตอนนั้นอยู่ที่ทำงาน เบื่อๆ ก็เลยค้นหาคนพูดเยอรมันและอังกฤษ แล้วก็ทักไป

Little                      04.11.01 12:00                  Hallo!

 

Tingeltang             04.11.01 12:00                  Hi, who are you?

 

Little                      04.11.01 12:03                  Mein Name ist Wara. Ich komme aus Thailand. Ich spreche nicht gut Deutsch but I want to practice

 

Tingeltang             04.11.01 12:04                  Your German is great. It's a very difficult and complicate language. Are you male or female?

 

Little                      04.11.01 12:05                  Ich bin das Madchen ;-)       Nein........... my german is not good!! :-(

 

Tingeltang             04.11.01 12:05                  Ich war heuer bereits in Thailand. Es is sehr schön.

 

Tingeltang             04.11.01 12:06                  Did you understand that?

 

Little                      04.11.01 12:06                  no :-( !!!!!!!!!

 

ค่ะ ความรู้เยอรมันสั้นกว่าหางอึ่ง ริอ่านจะไปสนทนา แต่บุคคลผู้นี้ก็มิได้รังเกียจหรือรำคาญ

 

Tingeltang             04.11.01 12:07                  That means I have already been in Thailand this year. I love it.

 

Little                      04.11.01 12:08                  really??????????? where have you been? phuket? pattaya?

 

Tingeltang             04.11.01 12:09                  Yeah, I was backpacking and it was my best trip ever. I have been in Bangkok, Khao Yai National Park, Phuket, Ko Samui, Ko Phan Gan.

 

(โปรดสังเกตหุ่นยนต์รีบอธิบายเป็นพัลวันว่า ป่าวนะ ผมไม่ได้ไปเที่ยวพัทยาภูเก็ตแบบนักท่องเที่ยวอื่นๆ นะ ผมไปแบกเป้ชมธรรมชาติและวัฒนธรรมต่างหาก เพราะกลัวว่าเดี๊ยนจะคิดว่าฝรั่งที่ไปเที่ยวเมืองไทยจะครือๆ กันหมด ก็จำไม่ได้ละ ว่าตอนนั้นคิดอย่างไรถึงเอ่ยเรื่องพัทยา สงสัยจะไม่ได้คิดอะไรเลยน่ะ)

 

Tingeltang             04.11.01 12:10                  Unfortunately I just had three weeks.

 

Tingeltang             04.11.01 12:14                  Where do you live in Thailand?

 

Little                      04.11.01 12:15                  Bangkok. Wo wohnst du?

 

Tingeltang             04.11.01 12:16                  Wow, I'm so impressed of your German. In Landshut, Bayern, in der Nähe von München (Munich).

 

โปรดสังเกต คุยมา 16 นาทีแระ ยังไม่รู้ชื่อเลย ก็ถึงเริ่มถามชื่อ ถามอายุ ถามอาชีพ อันนี้ขอตัดชับๆ ไปอีกสิบห้านาทีต่อมา

 

Tingeltang             04.11.01 12:31                  Was hast Du für Hobbies?

 

Little                      04.11.01 12:31                  reading, internet, movies und du?

 

Tingeltang             04.11.01 12:32                  Sport (Fußball, Tennis, Radfahren, Volleyball, ...), Movies, Musik,

 

Little                      04.11.01 12:33                  Radfahren what is this??

 

Tingeltang             04.11.01 12:33                  it's cycling

 

Little                      04.11.01 12:34                  ach so!

 

Tingeltang             04.11.01 12:35                  and I like trekking and skiing, I live very close to the alps (big mountains)

 

Little                      04.11.01 12:35                  yes! i know alps! ;-)

 

อ๊ายยยย ปกติ search แล้วแชททีเป็นกำมือ มันก็มีมั่วๆ ลืมๆ บ้างอ่ะนะ แต่เพราะประโยคนี้แหละค่ะ ที่ทำให้เดี๊ยนจำผู้ชายคนนี้ได้แม่น แหมมมมม นึกว่าเดี๊ยนไม่รู้จักเทือกเขาแอลป์ ต้องมาทำวงเล็บว่า big mountains ด้วย!!!

 

หลังจากหนึ่งชั่วโมง 11 นาทีผ่านไป ถึงเริ่มแลกรูป พอเห็นว่า อุ๊ย น่ารักนี่หว่า ก็เริ่มตัวสั่นริกๆ เอ๊ย ไม่ใช่ พอดี ได้เวลากินข้าวเย็น ก็เลยต้องบ๋ายบายไป สรุปครั้งแรกคุยกันอยู่ 1 ชั่วโมง 23 นาที

 

หลังจากกินเสร็จ กลับมา พ่อคุณก็ยังออนไลน์อยู่ ก็เลยคุยกันต่ออีก 35 นาที ก่อนที่จะได้เวลากลับบ้าน

(เวลาที่เห็นในแชท คือ เวลาในเยอรมันนะคะ ของไทย +6)

 

เราบอกเขาว่า เขาเป็นเยอรมันที่ friendly ที่สุด เท่าที่เคยเจอมา เขาบอกเราว่า เขากำลังจะมาไทยอีกในเดือนธันวาคม (ก็อีกเดือนกว่าๆ เองน่ะสิ!!) แต่ว่าจะไปเริ่มที่สิงคโปร์ แล้วค่อยๆ ขึ้นเหนือ มามาเลย์ มาภาคใต้ของไทย กว่าจะถึงกทม ก็คงประมาณมกรา

 

หลังจากที่ได้แชทกันครั้งแรก ก็ได้คุยกันยาวๆ อีก 9 ครั้ง ปลายเดือน พย คุยกันเกือบทุกวัน ก่อนที่เขาจะหายตัวไป ออกเดินทางมาเอเชียนั่นเอง แล้วก็เที่ยวมันส์พ่ะย่ะค่ะ หายไปประมาณเดือนนึง เดี๊ยนก็เริ่มลืมๆ เลือนๆ ไปละ เพราะว่าช่วงนั้นต้องเตรียมสอบ Toefl และ GMAT อย่างขะมักเขม้น วันนึง ได้รับโทรศัพท์จากชายเสียงแปลก ก็เอ๋ออยู่นาน กว่าจะ อ้อ นายหุ่นยนต์นั่นเอง เขาบอกว่า เขามาถึง กทม แร้ว มากับเพื่อนอีกสองคน เราจะได้เจอกันไหม เดี๊ยนก็ว่า พรุ่งนี้เช้าเดี๊ยนมีสอบ GMAT ที่เพลินจิต ก็พอดีเลย สอบเสร็จแล้วเรามาเจอกันที่แมคสยาม ตอนเที่ยงก็แล้วกัน

11.01.2002 เจอกันครั้งแรก

และแร้ววันนี้ก็มาถึง แต่ว่าเดี๊ยนมัวแต่หมกมุ่นกับ GMAT ก็เลยไม่มีเวลามาตื่นเต้นกับการจะได้เจอหนุ่ม ตอนสอบเสร็จ ก็ปรากฏว่าได้รู้คะแนนเรย แล้วก็ ยาฮู้!!! ได้มากกว่าที่คาดไว้ถึงร้อยคะแนน ว้าฮ่าๆๆๆ คะแนนสูงอย่างคาดไม่ถึง แบบนี้ต้องสมัครเรียนต่อได้ไม่มีปัญหาแน่ๆ โฮะๆๆ

จากนั้นเดี๊ยนก็แล่นจากเพลินจิตไปสยาม แบบว่าแทบจะวิ่งไปร้องเพลงไปแบบ sound of music เรยเค่อะ ไปถึงแมค ก็ไม่ต้องมองหานาน ไอ้โต๊ะที่มีสามหนุ่มนั่งอยู่นี่ต้องใช่แน่ๆ เดี๊ยนไปถึงก็นั่งแปะ พร้อมทั้งโบกใบคะแนน GMAT ใบมา อวดอย่างภาคภูมิใจ

หนุ่มสามคนนี้ ขอเรียกว่า หุ่นยนต์ หน้าแดง และเคราหยิมก็แล้วกัน

หุ่นยนต์และหน้าแดงรู้จัก GMAT ก็พากันสรรเสริญเดี๊ยนเป็นการใหญ่ จากนั้นก็เริ่มคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่พอเดี๊ยนโชว์ภูมิเยอรมันหางอึ่ง (ทดสอบประโยคที่เรียนมาอ่ะนะ) สามหนุ่มก็หัวเราะกันครืน ไม่ครืนได้อย่างไร ประโยคที่เดี๊ยนโชว์ภูมิไปก็คือ "Ich nehme Gemüsesuppe" ชั้นจะเอาซุปผัก ตอนนี้ใครมาพูดให้ฟังก็ขอขำหน่อยล่ะ แต่ว่าตอนนั้นเสียเซลฟ์ค่ะ ไม่โชว์อึ่งอีกเลย คุยกันอยู่พักนึง ก็ได้เวลาลากลับ พร้อมกับนัดเจอกันอีกคืนนี้ที่ Ads Maker

แยกกัน เดี๊ยนก็รีบโทรหาเพื่อนจ้าละหวั่น ต้องเกณฑ์พลพรรคมาช่วยกันต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง จะให้เดี๊ยนชวนคุยคนเดียวสามคน เป็นพิธีกรรายการตลอดเวลาก็คงไม่ไหว ต่อให้เป็นสาวมั่นขนาดไหนก็ยังหวั่นๆ สรุปก็ได้ sweetysax กับมินิมีมาเสริมทัพ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนเยอรมันที่ friendly ขนาดนี้ก็มีด้วย!

แต่ว่า หุ่นยนต์ดูเป็นผู้ชายที่แสนดีมาก แสนดีเกินไป เดี๊ยนมองๆ แล้วคิดว่าไม่เหมาะกับเดี๊ยน ก็เลยพยายามวางระยะห่างไว้ แล้วหุ่นยนต์ก็รู้สึกได้ ก็เลยไม่รุก ไม่จีบ ให้มันได้อย่างนี้!!!

วันรุ่งขึ้นเดี๊ยนก็พาหุ่นยนต์กับเคราหยิมไปชอปปิ้งประตูน้ำและสยาม แล้วเราก็นัดเจอกันทั้งคณะอีกครั้งที่เบียร์การ์เด้นเวิร์ลเทรด แต่ว่าคลาดกัน เพราะพวกเดี๊ยนไปรอที่ซุ้มไฮเนเก้น (เบียร์นอก) ในขณะที่สองหนุ่มไปรอที่ซุ้มสิงห์ (เบียร์ไทย) และโทรศัพท์เดี๊ยนก็ดันมาตายสนิทกระทันหันซะอีก

หุ่นยนต์ใช้กทมเป็นฮับ ไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ กลับมากทมทุกครั้ง ก็มานัดเจอพวกเดี๊ยน ได้เจอกันอีกครั้งที่เดอะบริต ทุกครั้งเป็นช่วงเวลาดีๆ แต่ก็ไม่มีอะไร เพราะเราได้ตัดสินใจไปแล้ว ว่าเขาดีเกินไป!

หุ่นยนต์กลับไปเยอรมัน ก็ไปดำเนินชีวิตกันตามปกติ ช่วงแรกๆ พวกเราก็อีเมล์หากันทุกวัน เล่าเรื่องชีวิตประจำวันเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง เป็นความรู้สึกดีๆ ที่ได้คุยกัน หลังจากผ่านไปสักพัก หุ่นยนต์ก็บอกว่า เขามีความสุขมากที่ได้อ่านเมล์เดี๊ยนทุกเช้า เป็นหนึ่งในน้อยประโยค passionate ที่จะได้ยินจากปากมนุษย์หุ่นยนต์ผู้นี้ แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้น เดี๊ยนกลับรู้สึกว่า เดี๊ยนไม่ควรให้ความหวัง เดี๊ยนไม่อยากให้มันเกินเลยไปกว่าจดหมายจากเพื่อน เดี๊ยนก็เลยเลิกเขียนไปซะ (เจ็บแสบมะ พออีกฝ่ายบอกว่า ดีใจที่ได้อ่านทุกวัน อีกฝ่ายก็หยุดเขียนไปซะเฉยๆ)

แล้วปีนั้นเดี๊ยนก็สมัครเรียนไม่ทัน แล้วเดี๊ยนก็เป็นอื่นไป ช่วงหลังๆ หุ่นยนต์แชทกับนัง sweetysax เพื่อนเดี๊ยนมากกว่าซะอีก จนกระทั่งคนที่เดี๊ยนคิดตอนนั้นว่าดี มันไม่ได้ดีอย่างที่คิด เป็นอิสระแล้วก็กำลังเศร้า ก็ได้ข่าวว่าหุ่นยนต์กำลังจะมาเมืองไทยอีกเป็นครั้งที่สาม และนัง sax ก็ได้ชวนเขาไปเที่ยวเกาะเสม็ดกับพวกเราเรียบโร้ยยย์แล้วด้วย (เป็นแม่สื่อโดยไม่ตั้งใจ แต๊งหลายๆ เด้อ)

ได้การ เข้าแผน หาเป้าหมายใหม่มาดามอกได้แร้ว กรั่กๆ

วันที่หุ่นยนต์มาถึงเมืองไทย พวกเราก็นัดกินต้อนรับกันที่เบียร์การ์เด้นเวิร์ลเทรดเซนเตอร์เช่นเคย หุ่นยนต์บอกว่าเสร็จจากทริปเสม็ด เขาจะเลยไปเขมร แต่ว่าพวกเราพากันโน้มน้าวเขาว่าให้กลับกทม ไปดูคอนเสิร์ต Red Hot Chili Peppers ด้วยกันดีกว่า

ตอนแรกหุ่นยนต์ไม่ยอม เพราะมันย้อนไปย้อนมา แต่พอเราเริ่มครวญเพลง Under the Bridge ให้ฟัง หุ่นยนต์ก็เริ่มทนความเพราะไม่ไหว ยอมซื้อตั๋วไปฟังของจริงดีกว่า

ที่เสม็ด กับเพื่อนหนึ่งโขลงใหญ่ ก็เริ่มได้ใกล้ชิดกันบ้างอ่ะนะ แต่หุ่นยนต์ก็ยังเป็นหุ่นยนต์อยู่วันยังค่ำ เดี๊ยนเลยหมั่นไส้ ใส่เกียร์ห้า flirt แบบคลุมเครือๆ กะปั่นหัวเต็มที่ ตอนนั้นอารมณ์ประมาณว่า ไม่ชอบฉัน ฉันก็จะทำให้เธอชอบให้จงได้ ส่วนตัวฉันเองจะชอบเธอหรือไม่นั้น ขอคิดดูก่อน ฝ่ายเพื่อนๆ ก็ได้แต่มองดูด้วยความเป็นห่วง (หุ่นยนต์)

ปล มีตำราการเฟลิตที่ดีมาก ไปหาอ่านได้ที่นี่จ้า

10.12.2002 RHCP สื่อรัก

ขากลับจากเสม็ด ขึ้นจากเรือ ก็เผอิญ (หรือเปล่า) ได้เดินเคียงกัน แล้วไปไงมาไงจำไม่ได้ละ เราก็ได้คุยกันเรื่องพิธีกินเจที่ภูเก็ต

"เขาเอาเหล็กแหลมเสียบกระพุ้งแก้มด้วย" หุ่นยนต์ทำหน้าสยอง

"แล้วหลังจากวันนั้น นายคนนั้นก็จะมีลักยิ้ม" เราเล่นมุข

"อะไรเหรอ ลักยิ้ม"

"ไม่รู้จักเหรอ นี่ไง" ว่าแล้วก็เอียงแก้มให้ดูลักยิ้มของเรา

"นั่นเขาเรียกลักยิ้มเหรอ นึกว่ารอยเหี่ยวย่นซะอีก"

ต๊ายยยย มาว่าลักยิ้มชั้นเป็นรอยเหี่ยวย่น!!! ยอมไม่ได้ ว่าแร้วก็ถือโอกาสจับมือ พาวิ่งข้ามถนนซะเรย!

ถึงท่ารถ หาอะไรกินกัน เราไปซื้อลูกชิ้นน้ำจิ้มค่อนข้างเผ็ดมากิน แล้วก็คะยั้นคะยอให้หุ่นยนต์ชิม ตอนแรกหุ่นยนต์ไม่ยอม เพราะว่ากลัวเผ็ด แต่สุดท้ายก็ต้องยอมกินจนได้

"ทำไมผมถึงปฏิเสธเธอไม่ได้เลยนะ"

ฮ่าๆ ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร

แล้วเดี๊ยนก็ขึ้นรถไปก่อน อุตส่าห์หวังว่าหุ่นยนต์จะมานั่งด้วยข้างๆ แต่เปล่าค่ะ เดินเลยไปนั่งกับฝรั่งด้วยกันเช้ย อุเหม่

มาถามตอนเป็นแฟนกันแล้ว ว่าทำไมไม่นั่งด้วย เขาบอกว่า ก็เราไม่ได้เรียกให้นั่งนิ -''-

ถึงกทมก็นั่งรถต่อไปเมืองทองกันเลย ที่อนุสาวรีย์ ตอนลงจากสะพานลอยเห็นรถเมล์ที่ต้องขึ้นวิ่งมาจอดป้ายแล้ว เราเลยบอกหนุ่มๆ ว่าให้วิ่งนะ แล้วเราก็ออกวิ่งแน่บนำไปก่อนประมาณว่า กรูได้ขึ้นรถก่อนแน่ ที่ไหนได้ หนุ่มๆ ขายาว วิ่งแซงเดี๊ยนไปได้อย่างสบาย ก่อนจะถึงประตูรถพอดี เป็นช็อตที่ยังถูกล้อจนบัดนี้ -_-'

ไปถึงเมืองทองพวกเราก็ไปหาของกินกันก่อน เราได้คุยกับหุ่นยนต์มากขึ้น ตอนนี้เริ่มสนใจขึ้นมาจริงๆ ซะแร้วสิ เขาชอบเพลงชนิดเดียวกับเรา ชอบวงเดียวกัน ชอบอัลบั้มเดียวกัน เขาไม่ใช่คนที่ดีเกินไปซะกะหน่อย แต่ว่าดีพอดี๊พอดีเรยสำหรับเราต่างหากล่ะ!! พอคิดได้ดังนี้ ก็เลยเลิกเฟลิตเล่นๆ แต่เริ่มเฟลิตจริงๆ ซักที กร๊าก

คืนนั้นพวกเราไปค้างรวมกันโขลงใหญ่ที่ห้องนังมินิมี

เช้าวันรุ่งขึ้น หุ่นยนต์ออกเดินทางต่อไปยังเขมรตามแผนเดิมแต่เช้า เรา(อุตส่าห์ตื่นขึ้นมา)ร่ำลาเขา ตอนนั้นนังมินิมีอยู่ในห้องน้ำ คนอื่นๆ หลับ มีแค่เราสองคน อุ๊ยๆ

เราบอกเขาให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ เขายิ้มและหันมามองหน้าเรา เดินไปอีกก้าวนึง หันมามองหน้าเรา เดินไปอีกก้าวนึง หันมามองหน้าเรา

โครม

โอ๊ย!

หุ่นยนต์เดินชนตู้ค่ะ กร๊ากกก ฮ่าๆๆ ไม่มองทางก็งี้แหละ มัวแต่หันมามองเดี๊ยนอยู่ได้

แล้วเดี๊ยนก็ล้มตัวลงนอนต่อ รู้สึกร้อนรุ่มเหมือนเป็นไข้ ไข้ใจอ่ะนะ ตอนนี้รู้ตัวแล้วว่า หลุมที่ขุดไว้ล่อเขานั้น ตัวอะฮั้นได้พลัดตกลงไปเองเป็นที่เรียบโร้ยย์ (เอ๊ะ ไหนว่าเพิ่งอกหัก เอ๊ะ ไหนว่าจะไม่ไว้ใจผู้ชายไปอีกสักพัก)

เขาจะชอบเราบ้างหรือเปล่า เขามีใจให้บ้างไหม ดูๆ แร้ว มันก็น่าจะมีแวว แต่ว่าไม่พอใจแค่แววอ่ะ จะเอาทั้งตัวและหัวใจอ่ะ เหอๆ

ระหว่างนี้ เพื่อนก็โทรมาด่าค่ะ ว่าเมิงทำอะไรที่เสม็ดหา ไปให้ความหวังเขาทำไม

"ชั้นชอบเขาจริงๆ โว้ย"

"ไม่เชื่อ"

บ๊ะ!! พอชอบจริงๆ ก็ดันไม่เชื่ออีกแน่ะ แล้วไอ่อาการตกหลุมรักแบบนี้ ก็ไม่ได้เกิดกับเดี๊ยนมานานแร้วด้วย ที่ผ่านมามันก็มักจะเป็น calculated move อ่ะนะ สมองสั่งการว่า โอเค เขาดีสำหรับชั้น แต่ว่าคราวนี้ กลับเป็นหัวใจสะแหลนที่ขึ้นมาว่า คนนี้แหละๆ ใช่เลย แล้วก็ไม่รอให้สมองอนุมัติซะด้วย

ด้วยความร้อนรนกระวนกระวาย ไข้ใจกำเริบ เดี๊ยนทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ก็เลยส่งอีเมล์ไปหาใช้ subject ว่า business trip บังหน้า ถามว่าเที่ยวเป็นไงบ้าง แล้วก็ทำเป็นพูดบังหน้าว่า งานวันเกิดนัง sax  ที่จะถึงนี้ เขาเชิญหุ่นยนต์ด้วย และถ้างานเลิกดึกก็ค้างที่บ้านนัง sax มันได้ เดี๋ยวพวกเราก็จะอยู่ค้างเป็นโขลงด้วยกัน เขาจะได้ไม่ต้องไปหาที่พักให้ลำบาก

แค่นั้นแหละเค่อะ เนื้อความแค่นั้น แล้วจะว่าไป หุ่นยนต์เขาก็รู้อยู่แล้วน่ะ เขาคุยกับนัง sax ไว้แล้ว เดี๊ยนก็รู้ว่าเขาคุยกันแล้ว แต่จะแกล้งไม่รู้อ่ะ มีไรมะ ฮ่าๆๆ ก็แค่อยากอีเมล์เท่านั้นเอง ไม่คิดว่าเขาจะตอบหรอก แถวเขมรหาเน็ตได้ป่าวก็ไม่รุ

แต่แร้ววันต่อมา เดี๊ยนก็ได้รับเมล์กลับมา เร็วทันใจดีจริงๆ แหม ไปอยู่ถึงพนมเปญยังหาเน็ตได้หรือนี่ เมล์ก็กลับมาแบบ businessๆ เหมือนกัน แต่ว่า ประโยคสุดท้ายนี่สิเคอะ

เซ็นเซอร์ๆ ไม่บอกร้อก

รู้แค่ว่า อ่านปุ๊บ ก็โฮ่ๆ ฮ่าๆ เสร็จฉันล่ะ นายหุ่นยนต์

17.12.2002 เป็นแฟนกัน

ผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ หุ่นยนต์เปลี่ยนแผน กลับจากเขมรเร็วขึ้น (เอ อยากเจอหน้าใครกันน้า) นั่งรถระหกระเหิน ทางก็ยังกะอยู่บนโลกพระจันทร์ ฝุ่นเต็มตัว แต่พอมาถึงกทมปุ๊บ ไม่ทันได้อาบน้ำ ก็โทรหาเดี๊ยนทันที

ตอนนั้นหกโมงครึ่ง เด็กอนามัยอย่างเดี๊ยนอาบน้ำประแป้งหน้าลายเตรียมนอนแล้ว แต่พอได้รับโทรศัพท์ก็ดีอกดีใจอกอีแป้นจะแตก รับปากว่าเดี๋ยวเจอกันสองทุ่มที่เก่า (ลานเบียร์เวิร์ลเทรด) พร้อมกับคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบน้ำอีกรอบ ยายบ่นๆ ว่าอาบแล้วอาบอีก

เราไปถึงก่อน นั่งรอที่แมค สั่งไอติมโคนมากิน แล้วหุ่นยนต์ก็ปรากฏกายพร้อมกับอาการ ''เราจะไม่เป็นเพื่อนกับเธอแล้วนะ'' จ๊ากๆๆๆ มาแบบนี้ ชั้นทำหน้าไม่ถูกนะ ว่าแล้วเดี๊ยนก็ทำระยะ และวางหน้าขรีม ทำตัวเป็นเพื่อนเหมือนเดิม จากนั้นก็พากันไปหาอะไรรองท้อง เขากินบะหมี่หมูแดง เรากินโจ๊กหมู แล้วก็คุยกันเรื่องที่เขาไปเที่ยวมา

สถานการณ์ทำท่าว่าจะไม่มีอะไร เดี๊ยนเริ่มจะคิดว่า นังขี้เขินเห่าเก่งแต่ไม่กัดอย่างตูคงจะเหมาะแต่กับคนหน้าด้านหน้าทน จีบดะอย่างไม่ลดละเท่านั้น ก็พอดีโล่งใจที่หุ่นยนต์ตัวนี้ ถูกโปรแกรมมาให้หยอดคำหวานเป็นด้วย ถึงแม้จะเป็นคำหวานแบบหุ่นยนต์ๆ ก็เถอะ แต่ แต่ ... เคยเป็นเพื่อนกัน แล้วจะมาจีบกันแบบนี้ ชั้นทำตัวไม่ถูกนะ ว่าแล้วก็ทำเฉย ทำเป็นไม่ได้ยิน ทำเป็นไม่เข้าใจคำหวานเหล่านั้นซะ (น่าฆ่าทิ้งมั้ยเนี่ย)

กินเสร็จเราก็พากันข้ามกลับมาเบียร์การ์เด้นซุ้มสิงห์ เบียร์เหยือกแรกผ่านไป ยางอายยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น สมควรเกาะติดอยู่กับคานอย่างที่สุด ไม่ว่าตานั่นจะหยอดมากี่ตุ้บ แบบเลียบเคียงซ้าย เลียบเคียงขวา ชั้นก็ทำท่าไม่รับรู้ทั้งนั้น

เหยือกที่สองพวกเราย้ายทำเลมาซุ้มไฮเนเก้นเป็นครั้งแรกของปี เบียร์ที่นี่แพงนี่หว่า แต่ก็นั่นแหละ นั่งแล้วนั่งเลย พอได้เบียร์เหยือกที่สอง ยางอายเริ่มระเหิด ประจวบกับหุ่นยนต์เริ่มอ่อนใจ เลิกเลียบๆ เคียงๆ แล้ว เราเลยต้องทำหน้าที่เลียบๆ เคียงๆ ซะเอง งัดมารยาหญิงมาใช้สารพัดท่า แต่หุ่นยนต์ก็ไม่สะเทือน (หนอย แก้แค้นชั้นเรอะ) จนกระทั้งเล่มเกวียนที่ 201 ถึงได้

...เข้าใจกัน...

(ซะที)

(ปาดเหงื่อ)

วันรุ่งขึ้น เรานัดให้หุ่นยนต์โทรมาตอนเที่ยง เผื่อว่าจะเคลียร์งานไปหาได้ ปรากฏว่าเคลียร์ไม่ได้ เลยนัดบ่ายสองและออกไปหาทั้งๆ ที่งานยังไม่เสร็จนั่นแหละ เราจ่ายค่าทำตรายางไปหมดตัวก่อนจะบึ่งไปหาเขา แถมยังยืนรอผิดที่ไปอีก 10 นาที กว่าจะได้เจอกัน กว่าจะเดินไปหาตู้เอทีเอ็ม ต่อแถวยาวเหยียดกว่าจะถึงคิว ถึงคิวปุ๊บ ตู้คืนบัตรมาเฉยเลยอีก เสียเวลาไปหลาย ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่ 40 บาทเท่านั้น สุดท้ายเลยต้องเบียดเบียนหุ่นยนต์ (ไม่ใช่แผนนะเนี่ย)

จากนั้นพวกเราก็เดินไปหาของกินกัน เหงื่อไหลไคลย้อยไปหมดกว่าจะเจอร้านที่ราคาย่อมเยา เราสั่งราดหน้ามากินเหมือนกัน แต่เราสั่งราดหน้ากุ้ง และเขาสั่งราดหน้าไก่ ราคาต่างกัน 20 บาท โฮะๆๆ อากาศร้อนมาก สุดท้ายเลยไปตายรังที่พิซซ่า คัมปะนี ไม่ได้สั่งอะไรอีก นอกจากโค้ก รีฟิล และเฟรนช์ ฟรายส์ เขาสั่งโซดา (มันอร่อยตรงไหนเนี่ย)

สักพักลูกค้าก็เริ่มโทรตามตัว และในขณะที่เรากำลังขายของอยู่นั้น ตาหุ่นยนต์ก็เริ่มซน พยายามจั๊กจี๋เรา จนเกือบหัวเราะออกอากาศ พอวางหู ก็เลยทำโทษๆๆๆๆ แต่ปรากฏว่าตานี่ไม่สะเทือน แถมยังถอดสร้อยที่ตัวเองใส่มาหลายปีมาสวมให้เราอีก ว้ายๆๆ แล้วชั้นจะตอบแทนด้วยอะไรล่ะนี่ เครื่องประดับสักชิ้นก็ไม่มีติดตัว จะถอดสายสิญจน์ประจำตัวให้ ก็เส้นเล็กไป ขอติดไว้ก่อนละกัน

พวกเราคุยกันหลายเรื่อง แต่ไม่ได้บอกว่ารักกัน ไม่ได้บอกว่าชอบกัน เรารู้สึกว่าถ้าใครพูดขึ้นมาตอนนี้ก็คงจะตอแหล เราอยากให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ให้โอกาสความสัมพันธ์ได้เติบโต ในขณะที่แต่ละคนก็มีอิสระที่จะใช้ชีวิตตามแผนการของตน

มีอยู่ตอนนึง เราก็พยายามหาทางจั๊กจี๋เขาให้ได้ แต่ไม่ว่าตรงไหน ก็ไม่รู้สึก หุ่นยนต์สุดๆ เขาก็เลยใบ้ให้นิดนึงว่า มันไม่ใช่ว่าไม่ถูกจุด แต่ว่าผิดวิธี เอาล่ะสิ ให้ใบ้เพิ่มก็ไม่ยอม วิธีมีเป็นหลายล้าน แล้วชั้นจะนึกออกไหมเนี่ย??

''ไม่เป็นไรหรอก เธอมีเวลาทั้งชีวิตให้ค้นหา''

...กึ๋ย เขินสุดๆ เราจะถือว่าไม่ได้ยินก็แล้วกันนะ...

มีความสุขจัง ไม่เคยมีความสุขอย่างนี้มาก่อน ปกติเราจะเป็นพวกสมองนำหน้าหัวใจ ไม่เคยทำอะไรตามอารมณ์ แต่คราวนี้ แค่เราได้มาเจอเขา ก็เหมือนเราได้พบเป้าหมายของชีวิต ถ้าพรุ่งนี้ต้องตายไป ก็ไม่เสียดายแล้ว เพราะเราได้พบคนที่เรารักแล้ว เรารู้แล้วว่า "รักกัน" เป็นอย่างไร บอกยมบาลได้ไม่ขายหน้า และเพราะคติประจำตัวที่ว่า Dream as if you'll live forever; Live as if you'll die today นั่นเอง ช่วงนี้จึงใช้ชีวิตแบบติดจรวด ไม่นั่งคิดตรึกตรองครั้งละห้าสิบตลบอย่างที่เคย แต่ถือคติ "จะทำอะไรก็รีบๆ ทำ ชีวิตมันสั้น ใช้ชีวิตให้เต็มที่เถิด"

หลังจากที่หุ่นยนต์กลับไปเยอรมัน เราก็กลับมาพยายามสมัครเรียนต่อไป ตอนแรกคิดว่าจะไปฝรั่งเศส เพราะภาษาฝรั่งเศสก้าวหน้ากว่า ในขณะที่ภาษาเยอรมันย่ำอยู่กับที่ แต่พอมานั่งคิดอีกที กรูจะไปฝรั่งเศสทำไมเนี่ย ทำไมไม่ไปเยอรมัน จะไปให้มันอยู่คนละประเทศทำไม ก็เลยเบนเข็มกลับมาเยอรมันอีก แล้วก็ไปเจอโปรแกรม MBA ที่เรียนฟรี เป็นภาษาอังกฤษ แถมยังเป็นหลักสูตรเร่งรัด แค่ปีเดียวจบอีกต่างหาก perfect!!

ถึงแม้จะอยู่คนละเมือง แต่หุ่นยนต์ก็มาเยี่ยมเราได้ทุกอาทิตย์ ดีกว่าอยู่คนละประเทศตั้งเยอะ เขาพาเราไปพบครอบครัวเขา พาไปเดินสายพบเพื่อน

เราเรียนรู้กันละกัน ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น ก็ยิ่งพบว่าเราเข้ากันได้ดีสุดๆ จากที่รู้จักกัน 10% ตอนรักกันใหม่ๆ รู้จักกัน 99.99% ก็รักกันยิ่งกว่าเดิม ไม่มีอะไรหมกเม็ดไว้ให้มาค้นพบทีหลัง

เอ๊ะ มีสิ

เขารู้ว่าเราชอบหมามาก แต่ว่าเขาไม่ชอบหมาเอาซะเรย แล้วก็ไม่ยอมบอกเราด้วย!! เพราะกลัวว่ามันจะมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจของเรา -_-' เรามารู้ทีหลังจากเพื่อน แต่ว่าตอนนั้นก็เปลี่ยนใจไม่ทันซะแร้ว!!!!

แล้ววันนึงที่ร้านอาหารจีน เราก็ได้พูดถึงเรื่องการแต่งงานเป็นครั้งแรก แต่ว่าไม่บรรยายหรอกจ้ะ ว่าเป็นไงมาไง ขอเก็บไว้รู้สองคนละกัน ;-)

TIMELINE

19 ธันวาคม 2004

พิธีแต่งงานที่กทม

16 กรกฎาคม 2005

งานฉลองจดทะเบียนสมรสที่เยอรมนี

 

ปล

เราคิดว่าหุ่นยนต์เป็นมนุษย์หุ่นยนต์ที่ไม่รู้จักแสดงความรู้สึกมาตลอด จนกระทั่งพอจะเขียนเว็บเพจนี่ล่ะ เรากับหุ่นยนต์ไปเปิด history ที่เคยแชทครั้งแรกมานั่งอ่านด้วยกัน ถึงได้เห็นว่า เขาเรียกเราด้วยคำหวานต่างๆ นานาเป็นภาษาเยอรมันมานานแล้ว ซึ่งเราไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้พยายามหาความหมาย

"ก็นายมัวแต่พูดเป็นเยอรมัน ชั้นก็เลยไม่เข้าใจน่ะสิ" เราพยายามเถียง

แต่พออ่านต่อมาได้สักพัก อ้าว มีเรียกว่า honey ด้วยนี่!! ตรูไม่เข้าใจคำนี้ หรือว่าแกล้งไม่เข้าใจ แล้วทำไม ถึงได้ลืมไปสนิท ว่าเขาเคยใช้คำนี้!!

การณ์กลับกลายเป็นว่า เขาชอบเรามานานแล้ว แต่ว่ากับเขา เราทำตัวเย็นชาราวกับ freezer เขาก็เลยไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมา แล้วที่เสม็ดล่ะ?

"อืม ก็เย็นชาน้อยลง"

"ไม่รู้สึกเลยรึ ว่าชั้นพยายามทอดสะพานให้นายสุดฤทธิ์ แต่นายก็ไม่ยอมเดินมาซักที"

"ไม่รู้สึก"

อย่างนี้มันต้องร้องเพลง Push the Button ของ Sugarbabes นะเนี่ย!!

ยิ่งคิดก็ยิ่งงงว่า คนนึงก็ Robot คนนึงก็ Freezer มันมาลงเอยกันได้ไงเนี่ย?

we are in diaryis.com family | developed by 7republic